Sunday, 5 April 2009

Ganesha Band - “The Spirit of Black Music”


Ganesha Band เป็นการรวมตัวของกลุ่ม Academic Artist (นักดนตรีในสายการศึกษา) ที่ชื่นชอบดนตรีในแนว Black Music (Funk, Soul, R&B และ Jazz) อันเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมดนตรียุคใหม่ ที่มีกลิ่นไอของเสรีภาพ การปลดปล่อย และท่วงทำนองที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ
งานดนตรีในอัลบั้ม “Ganesha All Hits” ชุดนี้ เป็นบทบูรณาการของวิวัฒนาการของดนตรีในสายตะวันตกของกลุ่มนักดนตรีชาวไทย ที่นำเอาชุดโครงสร้างคอร์ดพื้นฐาน (Basic Cord) มาสรรค์สร้างเป็นงานดนตรีในสไตล์ที่หลากหลาย ได้อย่างมีอัตลักษณ์ในแบบของ Ganesha ในสไตล์ดนตรีที่พวกเขานิยามกันเองเล่น ๆ ว่าเป็น “Street Jazz” หรือ “ดนตรีแจ๊สที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ฟังเพลิดเพลินได้แบบไม่ต้องปีนบันไดฟัง” อันเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงเลย หากคุณได้ลองสัมผัสบทเพลงของเขาดูสักครั้ง คุณก็จะหลงรักบทเพลงในแบบของพวกเขาได้ไม่ยาก..

Getting to know Ganesha – รู้จักกาเนชา
Ganesha Band ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 4 คน คือ
Vocalease/ Pianist: คเณศ พักตระเกษตริน (บอมบ์)
นักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี ซาวน์เอนจิเนียร์ ครูสอนร้องเพลง และอีกมากมายหลายนักของเขา กับประสบการณ์ในวงการดนตรีกว่า 13 ปี และดีกรีจาก Vocal Improvisation Class, Jazzschool, Berkeley ที่บ่งบอกถึงความเป็นนักดนตรีอาชีพของผู้ชายคนนี้ได้เป็นอย่างดี
Guitarist: ธรรศตะวัน ไขแสง (ตะวัน)
อาจารย์จากวิทยาลัยดุริยางค์ศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สอน Private Guitar และอดีต Session man มากประสบการณ์
Guitarist: สมิต วิริยะกุล (สมิต)
นักกีต้าร์อาชีพ และอาจารย์จากศุภการดนตรี
Drummer: นัฐพล เทพพิทักษ์ (ถั่ว)
น้องใหม่ไฟแรงจากคณะดุริยางค์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาดนตรีแจ๊ส และว่าที่มือกลองทีมชาติ

Ganesha’s Songs – บทเพลงในแบบผู้ชายกาเนชา
11 บทเพลง ในอัลบั้ม “Ganesha All Hits” ทุกเพลงมาจากประสบการณ์และแรงบันดาลใจในชีวิตของสมาชิกชาวกาเนชา ที่ใช้เวลาในการคัดสรร ประพันธ์ใหม่ และรวบรวมกว่า 3 ปี จึงเรียกได้ว่า เพลงในอัลบั้มนี้ทุกเพลง เป็นเพลงที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี ชนิดที่ตัดสินกันไม่ถูกเลยว่าเพลงไหนเป็นเพลงขาย พูดง่าย ๆ ก็คือ ทุกเพลงเป็นเพลงขายหมด ในรูปแบบแนวดนตรีหลากสไตล์ ซึ่งก็คงจะถูกรสนิยมผู้ฟังแตกต่างกันไปตามใจ ก็เลยเป็นที่มาของชื่ออัลบั้มที่สมาชิกวงลงความเห็นกันว่า อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้ม All Hits แถมยังรับรองกันอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “ติดทุกเพลง”
· ศิลปิน เพลงในจังหวะหนึบหนับแนว Hard Bop ที่สะท้อนถึงสังคมในแวดวงดนตรีปัจจุบันในบ้านเราได้อย่างแสบสันต์
· X-Gals เพลงรักที่บอกเล่าความในใจชายหนุ่ม (ส่วนใหญ่) ที่มีต่อคนรักเก่า บนจังหวะออดอ้อนแบบ Motown ที่ฟังแล้วสาว ๆ ต้องละลาย
· ตาหวาน เพลงท่วงทำนองสนุกแบบ Acid Funk ที่พูดถึงชีวิตยามราตรีของชายหนุ่ม ค่ำคืน จังหวะดนตรี แสงไฟ และดวงตาหวานตรึงใจคู่นั้น
· Incomparable เพลงประกอบภาพยนตร์สั้นเรื่อง “You Never Known” โดย ปริญญา พรสุขสวัสดิ์ ที่เพิ่งคว้ารางวัล 12th Thai Short Film & Video Festival 2008 มาหมาดๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว “Incomparable” เป็นเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวความรักแบบ Platonic ผ่านจังหวะ Philadelphia Soul ที่ซึ้งบาดใจ จนหลายคนต้องแอบปาดน้ำตา
· สมจิตร จงจอหอ เพลงในแนว Soul Funk ที่มีแรงบันดาลมาจากเรื่องราวการต่อสู้ของ สมจิตร จงจอหอ ที่ทำให้ตะวัน แอบตั้งคำถามกับตัวเองถึงบางบทตอนที่ชีวิตเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน .. วันที่เราทุกคนต้องเผชิญกับคำถามที่อาจเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิต ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกไปต่อหรือกลับหลังหัน?
· Speaking Rose เพลงรักใส ๆ ในจังหวะฟังสบาย ๆ แบบ Medium Swing และ Fast Swing ของคนในอารมณ์แรกรัก ที่มีให้เลือกฟังกันถึง 2 เวอร์ชั่น
· Wedding Road บทสรุปของความรักที่ลงตัว ในความสัมพันธ์ที่ผ่านการทดสอบของคู่รัก บนจังหวะเนิบนาบแบบ Stevie Wonder Style ที่เหมาะจะเอามาใช้เป็นเพลงแต่งงานสมชื่อ
· Al-George เพลงรักสีม่วงเข้มบาดใจ ในจังหวะ Urban Jazz ที่มีแรงบันดาลใจมาจาก Aljaro และ George Benson ที่ตะวันนำมาถ่ายทอดเรื่องราวของความห่วงหา และช่วงเวลาดี ๆ ที่เคยมีให้กับคนเคยผูกพัน
· Bangkok เพลงในแนว Fusion Jazz ที่บอมบ์เขียนไว้สมัยอยู่ Jazzshool เรื่องราวของความรักของคนเมือง ชีวิตที่เร่งรีบ ความสัมพันธ์แบบ hi-speed และการจากลาด้วยรอยยิ้มอันปราศจากความห่วงหาอาลัย
· Little Arrow ผลงาน adaptation จากต้นฉบับเพลง Little Arrow ของ Albert Hammond ที่แปลกไปจากต้นฉบับเดิมในแนว country ยุค 70 มาเป็น soft rock แบบ Elton John ที่หวานเสียจนจำเค้าเดิมแทบไม่ได้
· เชี๊ยะ Interlude ชื่อแปลกเพลงนี้ มีที่มาจากอารมณ์แบบเชี๊ยะ ๆ ในระหว่างการประกวด GBOB ในรอบชิงชนะเลิศประเทศไทยของ Ganesha ที่เรียบเรียงขึ้นในแนว Funk แบบ Jam Band เพื่อเพิ่มสีสันให้กับรอยต่อระหว่างเพลง Bangkok และ ศิลปิน ที่ใช้ในการประกวดในตอนนั้น

พบกับ “Ganesha All Hits” ผลงานเพลงในสไตล์ Black Music คุณภาพ อันดับแรกของ Ganesha Band ที่จะทำให้คุณเข้าใจความหมายของคำว่า “ดนตรีคนดำ” ได้มากกว่าเดิม ได้ในเดือนเมษายนนี้

Friday, 1 August 2008

ชีวประวัติเถ้าแก่จื่อฮวด


เถ้าแก่จื่อ ฮวด เป็นชาวไทย เชื้อสายจีน เกิดในเมืองไทย จากนั้นโชคชะตาก็พาให้ได้กลับไปใช้ชีวิตวัยเด็กในเมืองจีนหลังจากที่เกิดและอยู่ในเมืองไทยได้เพียง 40 วัน จวบจนปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อท่านอายุได้ 15 ปี ครอบครัวของท่านก็ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย ท่านจึงได้กลับมาตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยจนถึงปัจจุบัน ชีวิต การทำงาน และการต่อสู้ของเถ้าแก่จื่อ ฮวด เป็นตัวอย่างที่ดีของชาวจีนที่มีความขยัน อดทน อดออม และตั้งอยู่ในความเพียรพยายาม ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความลำบากยากจนสามารถประสบความสำเร็จ มีฐานะที่มั่นคง สามารถเลี้ยงดูปกครองครอบครัวซึ่งประกอบด้วยลูกชาย 5 คนและลูกสาว 1 คน รวม 6 คน ให้มีความกลมเกลียว เป็นครอบครัวที่ใหญ่และอบอุ่น มีความเจริญรุ่งเรือง และสามารถสร้างกลุ่มธุรกิจในเครือปิติสวัสดิ์ กรุ๊ป อันเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และโรงเหล็กให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักได้ในปัจจุบัน

หากเปรียบชีวิตเป็นเหมือนเรือ เรื่องราวของท่านก็คงเปรียบได้กับเรือที่ต้องผ่านคลื่นลมและมรสุมมากมาย หลายครั้งที่ต้องเอาเถิดเจ้าล่อกับโชคชะตา จนต้องซวนเซ หันเห เปลี่ยนเส้นทางไปก็หลายหน แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง กอปรกับความมีไหวพริบและสติปัญญาของท่าน ท่านจึงสามารถประคับประคองครอบครัวและกิจการของท่าน ผ่านนาวาชีวิตมาจนถึงฝั่งได้อย่างราบรื่นในบั้นปลาย ดังเรื่องราวของท่านที่จะถ่ายทอดให้ฟังดังต่อไปนี้

ชิวิตในวัยเด็ก


เถ้าแก่จื่อ ฮวด หรือ ปึง ฮวด มีอีกชื่อหนึ่งว่า สี่ ไช้ เพราะในสมัยก่อน ชาวจีนในไทยมักมี 2 ชื่อ คือชื่อที่ทางบ้านตั้งให้ตอนเกิด กับชื่อที่ทางโรงเรียนตั้งให้ตอนเข้าเรียนในโรงเรียนจีน ท่านเองจึงมีชื่อ 2 ชื่อตามแบบชาวจีนในสมัยนั้น โดยชื่อที่ใช้ในโรงเรียนคือ สี่ ไช้ แต่ท่านถนัดให้เรียกว่า จื่อ ฮวดมากกว่า เพราะออกเสียงได้ง่ายสำหรับคนไทย

เถ้าแก่จื่อ ฮวดนั้น ถือเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด ท่านเกิดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2474 ณ.บ้านเลขที่ 619 ถ.เจริญกรุง 95 เขตยานนาวา เป็นบุตรคนเล็กในจำนวน 3 คน ของนายงั๊ก คุง ครอบครัวของท่านจัดเป็นครอบครัวใหญ่ อาศัยอยู่กับอากง อาม่า อาผู้ชาย 2 คนและอาหญิงอีกหนึ่งคน นอกจากนี้ยังมีอาใหญ่อยู่ที่เมืองจีนอีก 1 ท่าน รวมทั้งหมดถึง 13 คนด้วยกัน

หลังจากที่ท่านเกิดได้เพียง 40 วัน ครอบครัวของท่านก็มีเหตุให้ต้องย้ายกลับไปอยู่เมืองจีน เนื่องจากอากงของท่านซึ่งในสมัยนั้นเข้าออกในวังบ่อยๆ ได้ไปช่วยประกันตัวชาวจีนคนหนึ่งออกมา แต่ต่อมาชาวจีนคนนั้นเกิดกลัวความผิดหนีกลับไปเมืองจีน ครอบครัวของท่านทั้งหมดจึงต้องย้ายไปอยู่เมืองจีนเพื่อตามตัวชายคนนั้นกลับมา หลังจากที่กลับไปเมืองจีน บิดาของท่านก็หนีกลับมาอยู่เมืองไทย แต่มาได้เพียง 3 ปีก็เสียชีวิต ทิ้งให้มารดาของท่านซึ่งขณะนั้นอายุได้เพียง 21 ปี เป็นผู้รับภาระเลี้ยงดูลูกๆทั้ง 3 คนเพียงลำพัง ชีวิตในวัยเด็กที่ขาดบิดาคอยเป็นหัวหน้าครอบครัวให้พึ่งพิง ทำให้ท่านต้องเริ่มทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเริ่มจากการช่วยมารดาของท่านเลี้ยงวัว จนอายุ 10 ปีจึงได้เข้าเรียนจนถึงชั้น ป. 3 แต่เรียนได้เพียง 3 ปีก็ต้องหยุดเรียน เนื่องจากในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นบุกเข้ามาในจีน จนมาถึงซัวเถาอันเป็นเมืองที่ครอบครัวของท่านอยู่ โรงเรียนจึงต้องปิด ในระหว่างนั้นท่านจึงหัดทำงานเล็กๆน้อยๆมาเรื่อยๆ จนอายุได้ 14 ปีก็ไปช่วยงานทำขนมที่ร้านอาอี๊ของท่าน จนปีพ.ศ. 2488 ญี่ปุ่นถูกระเบิดปรมาณูถล่มที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ อากงจึงพาครอบครัวของท่านย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย


กลับมาอยู่เมืองไทย

หลังจากที่อากงของท่านย้ายมาอยู่ที่ตรอกจันทร์ ท่านจึงไปช่วยงานที่ร้านของอาซึ่งเปิดร้านอยู่ที่สะพานสอง โดยมีหน้าที่ขายของหน้าร้านและทำงานจิปาถะต่างๆอยู่ 2 เดือน เมื่อหางานได้จึงไปทำงานเป็นลูกจ้างที่ร้านกาแฟ ได้เงินเดือนครั้งแรกในชีวิตในอัตรา 40 บาทต่อเดือน ท่านทำงานเก็บเงินอยู่ได้ 8 เดือนก็ออกมาหุ้นกับเพื่อนทำธุรกิจนึ่งปลาทูขาย แต่หลังจากทำไปได้ 1 ปีก็หมดทุน จนต้องเลิกกิจการ กลับไปหางานทำในร้านกาแฟอีกแห่งหนึ่ง แต่คราวนี้ท่านพอมีประสบการณ์และพูดภาษาไทยได้คล่องขึ้น จึงได้เงินเดือนมากขึ้นเป็น 200 บาท ในระหว่างที่ทำงานที่ร้านกาแฟอยู่นี้ ท่านก็ได้ฝึกทำอาหารจีนชนิดต่างๆจากเถ้าชิ้วในร้านด้วยความกระตือรือร้นขวนขวาย จนได้ขึ้นเงินเดือนเป็น 240 บาทหลังจากที่ทำงานได้เพียง 18 เดือน พอสั่งสมประสบการณ์จากการทำงานในร้านมาได้ระยะหนึ่ง ท่านจึงตัดสินใจลาออกมาทำกิจการของตัวเองอีกครั้ง โดยไปเช่าแผงขายกาแฟอยู่ที่ตลาดพลู ซึ่งขายทั้งกาแฟและอาหารต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวหลอด XXXXX XXXXXX ฯลฯ อันแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการในตัวท่าน ที่มุ่งหวังที่จะดำเนินธุรกิจด้วยตัวเองมากกว่าการเป็นลูกจ้างทำงานให้คนอื่น

ต่อมาในปี 2494 เกิดการปฏิรูปการปกครองโดยกบฏแมนฮัตตัน และได้มีพ่อค้าซึ่งให้การสนับสนุนทหารมาสั่งข้างผัดกับท่านเป็นจำนวนถึง 2,000 ห่อ ด้วยความที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำอาหารมากนัก ทำให้ไม่รู้จักพลิกแพลง ท่านจึงลงมือผัดข้าวผัดเองถึง 2,000 ห่อจนนิ้วโป้งบวมห้อจนต้องไปขูดเนื้อทิ้ง กลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และความเหนื่อยยากในอดีตที่คอยเตือนใจท่านมาจนทุกวันนี้ จากบทเรียนในครั้งนั้น ท่านจึงเรียนรู้ที่จะพลิกแพลงวิธีการทำงานมากขึ้น ไม่ได้ตลุยทำไปโดยไม่ได้คิดวางแผนเหมือนที่เคยผ่านมา ท่านยังเล่าให้ฟังอีกว่า หลังจากนั้นก็มีลูกค้ามาสั่งข้าวผัดกับท่านอีกเป็นพันห่อ แต่คราวนี้ท่านใช้วิธีผัดแต่เครื่องและเอาข้าวลงไปคลุกเครื่องในกาละมังแทน

เริ่มชีวิตครอบครัว

เมื่อท่านอายุครบ 24 ปี อากงของท่านซึ่งในขณะนั้นมีอายุถึง 72 ปีแล้วเกิดล้มป่วยลง เมื่อหายดีแล้วจึงต้องการจะกลับไปใช้ชีวิตในบั้นปลายที่เมืองจีน อากงจึงมาบอกกับท่านว่า ต้องการให้ท่านแต่งงาน เนื่องจากเลี้ยงท่านมาจนโตจึงจากเห็นท่านแต่งงานก่อน จึงจะวางใจกลับไปเมืองจีนอย่างสบายใจได้ ในตอนนั้น ท่านกังวลใจมาก แม้จะอยากทำให้อากงวางใจ แต่ฐานะของท่านในตอนนั้นก็เพียงแค่เลี้ยงดูตัวเองได้ ท่านจึงบอกอากงไปว่า “จะแต่งงานได้อย่างไร ฐานะยังยากจนอยู่เลย ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่แผงขายกาแฟ ขนาดเวลานอนยังต้องนอนที่แผงขายกาแฟเลย”

แต่พรหมลิขิตก็ทำให้ท่านต้องแต่งงานจนได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ลพบุรี จนร้านขายยาของพ่อตาของท่านซึ่งอยู่ที่นั่นถูกไฟไหม้ ทำให้ต้องเดินทางเข้ามาซื้อตู้โชว์ขายยาใหม่ในกรุงเทพฯ จึงได้มาพบกับแม่สื่อซึ่งเป็นคนบ้านหมี่ด้วยกัน เมื่อพ่อตาของท่านดูโหวงเฮ้งของท่านแล้ว ก็มั่นใจว่าท่านจะสามารถสร้างฐานะที่มั่นคงต่อไปในอนาคตได้ จึงตัดสินใจยกลูกสาวให้ แม้ว่าท่านจะบอกกับพ่อตาไปอย่างไม่มั่นใจว่า “อั๊วตัวคนเดียวพอมีกินอยู่ แต่ถ้ามีอีกคนอั๊วไม่รู้จะเลี้ยงไหวหรือเปล่านะ” ก็ตาม ชีวิตสมรสของท่านจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างจับพลัดจับผลู ท่ามกลางความไม่พร้อมหลายประการด้วยเหตุนี้

ตอนก่อนแต่งงาน แม้จะไม่ค่อยมั่นใจ แต่ท่านก็คิดว่าน่าจะพอไหว ถ้าหาเงินได้สักเดือนละพันก็คงพอเลี้ยงครอบครัวได้ แต่กาลกลับไม่เป็นดังนั้น หลังจากแต่งงานได้เพียง 12 เดือน ท่านก็มีลูกคนแรก ทำให้ความเป็นอยู่ที่คิดว่าพอไปได้เริ่มขัดสน ท่านเลยมาคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป อีกหน่อยลูกๆคงทำได้แค่มาช่วยล้างจานที่ร้าน เมื่อเห็นดังนั้นท่านจึงเริ่มหาทางขยับขยาย...

เริ่มต้นชีวิตการเป็นเซลล์

เมื่อเห็นว่าการขายกาแฟคงไม่ทำให้ชีวิตก้าวหน้าไปกว่านี้ได้ กอปรกับการมีลูกคนแรกทำให้ต้องเริ่มคิดถึงการวางแผนสร้างอนาคตในระยะยาว ก็พอดีกับที่เพื่อนของท่านมาชวนไปทำเครื่องสำอางขาย ท่านคิดดูแล้วก็เห็นว่า น่าจะดีกว่าเปิดแผงขายกาแฟไปวันๆ จึงเปลี่ยนมาทำเครื่องสำอางต่างๆทั้งๆที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยช่วยกันกับเพื่อนทำน้ำหอม แป้งน้ำ แป้งแข็ง และครีมต่างๆมาขาย ด้วยการเร่ฉายหนังไปตามที่ต่างๆเพื่อขายเครื่องสำอาง ซึ่งกิจการก็พอไปได้ แต่ต่อมาปี 2499 เกิดการรัฐประหารโดยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐบาลใหม่ประกาศห้ามใช้เครื่องขยายเสียง นอกจากจะมีใบอนุญาต ทำให้ธุรกิจของท่านแย่ลง อีกทั้งยังมีปัญหากับหุ้นส่วน จนต้องเลือกกิจการไปในที่สุด

เมื่อต้องเลิกกิจการ ท่านจึงไปสมัครเป็นเซลล์หน่วยรถขายยาของห้างยาหอม 5 เจดีย์ โดยทำหน้าที่เร่ฉายหนังขายยาไปตามจังหวัดต่างๆเกือบทั่วประเทศ ในตอนนั้นมีเพียงแม่ฮ่องสอน กับน่านเท่านั้นเองที่ท่านไม่ได้เข้าไป เนื่องจากในช่วงนั้นทั้ง 2 จังหวัดนี้กำลังมีปัญหาเรื่องผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสท์ นอกนั้น ไม่ว่าเหนือใต้ ตะวันออก หรือตะวันตก ท่านต้องตระเวนไปทั่ว โดยมีรายได้จากการกินเงินเดือนเพียง 350 บาทและเบี้ยเลี้ยงอีก 15 บาท และจากการตระเวนส่งยาตามร้านเล็กๆในที่ห่างไกลที่ไม่มีเอเย่นต์ประจำดูแลอยู่ ซึ่งจะได้ค่าคอมมิชชั่นประมาณ 15% และรายได้อีกส่วนหนึ่งจากการส่วนแบ่งการขายปลีกยาตอนฉายหนัง ที่ต้องคอยฉายไป หยุดพักเพื่อขายยาไป เพื่อดึงดูดให้คนที่อยากจะดูหนังต่อต้องช่วยซื้อยาด้วย จึงจะได้ดูหนังต่อ

ประสบการณ์จากการเป็นเซลขายยาและขายเครื่องสำอางทำให้ท่านได้เรียนรู้เรื่องการขายและการตลาด ได้เรียนรู้เทคนิคการลด แลก แจก แถม อันเป็นประโยชน์อย่างมากในเวลาต่อมา อย่างเช่น ตอนที่เริ่มตระเวนขายเครื่องสำอางใหม่ๆ ที่ท่านยังไม่มีประสบการณ์ในการขาย ทำให้รู้สึกว่างานขายเครื่องสำอางนั้นเป็นงานที่ยากมาก แต่เพื่อนร่วมงานของท่านก็บอกให้ฟังว่า “ถ้าพูดชนะ ก็ให้พูดจนเค้ายอมซื้อของเรา ถ้าพูดแพ้เค้าก็ขอร้องเค้า ให้เค้าช่วยเราซื้อ” ท่านจึงเข้าใจถึงทัศนะคติของการเป็นเซลล์ ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องขายให้ได้ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม หรืออย่างการที่ท่านเป็นรายแรกในวงการเฟอร์นิเจอร์ที่เริ่มแจกทองให้กับร้านค้า ก็มาจากประสบการณ์ในการขายยานั่นเอง

เข้าสู่วงการเฟอร์นิเจอร์

หลังจากที่ใช้ชีวิตตระเวนไปกับหน่วยรถอยู่ 2 ปี เพื่อนฝูงและผู้ใหญ่ที่หวังดีก็มาเตือนว่า ตอนนี้เรามีลูกมีครอบครัวแล้ว (ถึง 5 ชีวิตด้วยกัน) อย่าออกเดินทางให้มันมากนักเลย กลับมาหาอะไรทำอยู่ใกล้ๆครอบครัวเถอะ ท่านจึงตัดสินใจจะกลับมาเริ่มทำกิจการของตัวเองอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ท่านออกมาเช่าหน้าร้านกาแฟเพื่อทำแผงขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่หน้าวัดพระยาไกร จนเถ้าแก่ร้านกาแฟไปร่วมหุ้นกับเพื่อนทำโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ที่วัดสุทธิ ซอยสมานมิตร ท่านจึงถูกชักชวนให้ไปช่วยที่โรงงาน โดยมีหน้าทำอาหารให้คนงาน กินตอนเช้า ส่วนตอนบ่ายก็ออกไปวิ่งขายเฟอร์นิเจอร์ ต่อมาโรงงานเฟอร์นิเจอร์ปิดกิจการไป ท่านจึงผันตัวเองมาเป็นเซลล์อิสระ วิ่งขายเฟอร์นิเจอร์ให้กับโรงงานต่างๆถึง 8 แห่ง ทำให้มีรายได้ในแต่ละเดือนเป็นจำนวนเหมื่นกว่าเกือบสองหมื่น จึงพอลืมตาอ้าปากได้บ้าง

กระทั่งปีพ.ศ. 2511 เถ้าแก่โรงงาน SB เฟอร์นิเจอร์ เกิดป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ไม่สามารถวิ่งขายสินค้าเองได้ แต่ก็ไม่มีเงินพอจะจ้างเซลล์ประจำ ได้มาขอให้ไปช่วยวิ่งขายสินค้าให้ ท่านจึงได้ไปช่วย จนได้รับความไว้วางใจจากเถ้าแก่ ในระหว่างที่วิ่งขายเฟอร์นิเจอร์อยู่นั้น ท่านเล็งเห็นโอกาสว่า การทำเฟอร์นิเจอร์ต้องใช้แป็ปเหล็กเป็นส่วนประกอบ ท่านจึงไปซื้อเหล็กจากโรงเหล็กมาทำแป็ปขายให้กับโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ทำให้มีโอกาสได้เข้ามาสู่อุตสาหกรรมเหล็กอีกทางหนึ่งด้วย

เมื่อท่านอายุได้ 39 ยี่ปั๊วของโรงงาน SB สายภาคใต้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน เถ้าแก่โรงงาน SB จึงให้ท่านไปดูแลตลาดแทน ท่านจึงลงไปเป็นยี่ปั๊วขายส่งเฟอร์นิเจอร์และแป็ปเหล็กในภาคใต้อยู่หลายปี จากการซื้อเหล็กมาทำแป็ป เอาแป็ปไปขายโรงงานเฟอร์นิเจอร์ แล้วก็ซื้อเฟอร์นิเจอร์มาส่งร้านปลีก ทำให้ฐานะและรากฐานทางธุรกิจของท่านเริ่มมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ

จนในปีพ.ศ. 2520 เมื่ออายุได้ 49 ปี ท่านจึงมาซื้อตึกแถวที่สาธุประดิษฐ์ อันเป็นที่พำนักของท่านมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงเริ่มแรกท่านได้ใช้ตึกแถวแห่งนี้เป็นร้านขายเหล็กทั้งปลีกและส่ง โดยให้ไพบูลย์ลูกชายที่เพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนกิติพานิชยการมาช่วยดูแลกิจการ และได้จดทะเบียนเป็นบริษัทปิติสวัสดิ์ จำกัดในเวลาต่อมา จากนั้นได้เปิดออฟฟิศขายส่งเฟอร์นิเจอร์ขึ้นที่พระราม 3 และให้ไพโรจน์ลูกชายคนที่ 3 เป็นคนดูแล

จากนั้นท่านก็ได้ขยายกิจการต่อมาเรื่อยๆ ดังนี้
ปีพ.ศ. 2526: ร่วมหุ้นเปิดโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ “บริษัท แกรนด์ดิส อินดัสทรี จำกัด” ขึ้นที่บางขุนเทียน
ปีพ.ศ. xxxx : ร่วมหุ้นเปิดโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ “บริษัท เฟอร์นิสท์ อินดัสทรี จำกัด” ขึ้นที่อ. ไทรน้อย จ. นนทบุรี
ปีพ.ศ. xxxx : เปิดโรงงานผลิตเหล็ก “บริษัท ยูนิ ไพพ์ อินดัสทรี จำกัด” ขึ้นที่สาธุประดิษฐ์
ปีพ.ศ. 2536 : ร่วมหุ้นเปิดโรงงานผลิตเหล็ก “บริษัท เซาท์เทิร์น อินดัสทรี จำกัด” ขึ้นที่อ.หาดใหญ่
ปีพ.ศ. 2538 : ร่วมหุ้นเปิดโรงงานผลิตเหล็กและเฟอร์นิเจอร์ “บริษัท นีสเทิร์น อินดัสตรี จำกัด” ขึ้นที่โคราช
ปีพ.ศ. xxxx : ร่วมหุ้นเปิดโรงงานผลิตเหล็ก “บริษัท พี. ที. เมตัล จำกัด”
ปีพ.ศ. xxxx : ร่วมหุ้นเปิดโรงงานผลิตเหล็ก “บริษัท สตีลเล็กซ์ จำกัด”

กิจการทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจ “ปิติสวัสดิ์ กรุ๊ป” ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ ในปัจจุบัน เถ้าแก่จื่อ ฮวดได้เกษียรตัวเองจากการทำงานแล้ว แต่ท่านยังคงดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัทต่างๆในเครือปิติสวัสดิ์ กรุ๊ป โดยมีลูกๆทั้ง 6 มารับช่วงบริหารกิจการในส่วนต่างๆกันไปตามความเหมาะสม

ข้อคิดในการทำงานและประสบการณ์ของเถ้าแก่ฮวด


การวางมือจากธุรกิจของท่าน ทำให้เพื่อนฝูงของท่านหลายคนประหลาดใจ ว่าทำไมจึงวางใจปล่อยให้ลูกเต้ามาบริหารกิจการถึงขนาดนี้ ไม่ห่วงหรือว่าลูกๆจะดูแลกิจการได้ไม่ดีเหมือนท่าน แต่ท่านกลับไม่คิดดังนั้น ท่านมองว่าการปล่อยให้ลูกๆบริหารกันเอง ให้รับผิดชอบและทำเพื่อตัวเอง จะเป็นแรงผลักดันให้ลูกๆทุ่มเทให้กับกิจการต่างๆได้มากกว่าการคิดทำเพื่อช่วยท่าน ซึ่งท่านกล่าวว่าไม่ควรเป็นอย่างนั้น นอกจากนี้ท่านยังมองว่า หากผิดพลาดล้มเหลวไป ก็ให้ถือเป็นบทเรียน ยังดีเสียกว่าการเป็นคนที่ไม่เคยพลาด แต่ไม่เคยทำอะไรเอง

นอกจากนี้ท่านให้ข้อคิดว่า “ในการทำงานนั้น เราเรียนอะไรมามันก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ในการทำมาหากินนั้น มันอยู่ที่เราที่ต้องคิดให้ได้เองว่า จะถืออะไรเป็นหลักในการทำงาน” สำหรับท่านเองนั้น ท่านมองว่า “คนทุกคนเหมือนกัน ไม่มีใครฉลาดหรือโง่กว่าใคร ขึ้นอยู่กับว่าใครได้เรียนรู้อะไรมา แล้วจะเอาไปใช้ทำอะไรได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่สำนึก ว่าเรากำลังทำอะไร เพื่ออะไร อย่ามัวแต่ท้อแท้ คิดโทษโชคชะตา หรือเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น” ด้วยหลักการคิดแบบนี้ ท่านจึงไม่เคยท้อแม้หรือจำนนกับอุปสรรคใดๆ แม้ในยามที่ยังลำบาก ท่านก็มิได้โทษฟ้าโทษดิน ความลำบากสำหรับท่านแล้ว ถือเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ไม่ควรเอามาใส่ใจ โดยท่านบอกเพียงสั้นๆว่า “คิดว่ามันลำบากมันก็ลำบาก คิดว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิต มันก็ธรรมดา”

การมีทัศนะคติในเชิงบวก ความหมั่นเพียร ความมุ่งมั่น อดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค การรู้จักเรียนรู้จากประสบการณ์ และเลือกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม เหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่ทำให้ท่านประสบความสำเร็จในการทำงานและมีรากฐานชีวิตที่มั่นคงได้ในทุกวันนี้ หาได้เป็นความบังเอิญหรือโชคชะตาไม่

หลายครั้งมีคนถามท่านว่า ท่านอยู่ในวงการเฟอร์นิเจอร์มาอย่างยาวนานและยั่งยืนได้อย่างไร? ชีวประวัติของท่านคงทำให้หลายคนคลายสงสัย นอกจากนี้ท่านยังสอนว่า “อยู่ในวงการนี้ด้วยน้ำใจ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะคิดเป็นเงินไปหมด ต้องช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความจริงใจ”

สุดท้ายนี้ ทางผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชีวประวัติของท่านจะเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น ให้มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการประกอบสัมมาอาชีพให้มีความเจริญก้าวหน้าสืบไป สมดังคำของเถ้าแก่ฮวดที่ว่า
“คำว่ามีบุญนั้นหมายถึงความรู้ คือรู้ว่าชีวิตคนเราเกิดมาก็อย่างนี้ อยู่ที่เราเลือกเองว่าจะช่วยเขาหรือจะให้เขาช่วย”








How-to รุ้ทันใจใน 1 อ่าน


วันหนึ่ง.. ฉันจับพลัดจับผลูได้มาเขียนหนังสือประเภท How-to จากนั้นก็เขียนหนังสือแนวนี้เรื่อยมาได้กว่า 4 ปีแล้ว คนที่รู้ว่าฉันเขียนหนังสือก็มักจะถามว่า ทำยังไงถึงได้เขียนหนังสือ อยากเป็นนักเขียนบ้างจะต้องทำยังไง และอื่นๆอีกมากมาย พอให้ได้รู้ว่า อันที่จริงแล้วอาชีพนักเขียนก็เป็นหนึ่งในอาชีพในฝันของยุคนี้กะเค้าเหมือนกัน ทั้งนี้ต้องขอบคุณกระแสโปรโมทหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คของคนดังทั้งหลาย ที่ช่วยทำให้อาชีพนักเขียนที่ก่อนหน้านี้ใครๆก็พากันมองว่าไส้แห้ง กลายมาเป็นอาชีพที่ดูดีมีสไตล์ขึ้นมาทันทีเลย

ในการเขียนหนังสือแนวนี้นั้น ไม่ต่างอะไรกับการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเท่าไรนัก เพราะต้องค้นๆๆคว้าๆๆๆหาข้อมูลมาประกอบการเขียนในระดับมหาศาล และทุกอย่างพลาดไม่ได้ เนื้อหาต้องถูกต้องและน่าสนใจ นำไปปฏิบัติได้จริง นอกจากนี้ยังต้องอ่านสนุกน่าสนใจไม่ทำตัวเป็นตำราเรียน ทั้งยังต้องแอบจินตนาการเป็นผู้อ่านในหัวข้อนั้นๆแล้วคอยตั้งคำถามให้ตัวเองเขียนอีกที เช่น ทั้งๆที่นำเข้าสินค้าจากจีนมาจนเบื่อแล้ว แต่พอจะเขียนเรื่องการนำเข้าสินค้าจากจีน ก็ต้องทำการระลึกชาติกลับไปว่า ในวันแรกที่เราไม่รู้อะไรเลย และอยากจะนำเข้าสินค้าจากจีนนั้น เราสงสัยอะไรบ้าง ถ้าวันนั้นเรามีคทาวิเศษเสกหนังสือมาได้หนึ่งเล่ม เราอยากให้หนังสือเล่มนั้นบอกอะไรกับเราบ้าง หรือถ้าจะเขียนหนังสือเรื่องชีวิตหมอๆ ให้นักเรียนที่สนใจอยากจะเป็นหมอมาอ่าน ก็ต้องแอบจินตนาการตัวเองเป็นนักเรียนมัธยมทิ่อยากเรียนหมอขึ้นมานิดนึง ทั้งๆที่ตัวเองอาจจะเกลียดวิชาในสายวิทยาศาสตร์เกือบทุกแขนง หรือถ้าทำอารมณ์ไม่ขึ้น เดาใจคนอ่านไม่ออกจริงๆ ก็อาจถึงขั้นต้องออกไปตามล่าหาตัวจริงมาสัมภาษณ์กันเลย จะได้เขียนได้ตรงใจคนอ่านไม่โมเม

และอีกวิธีการหาพล็อตเรื่องที่ฉันนิยมมากก็คือ การไปเช็คตามเว็บยอดนิยมต่างๆ ว่ามีใครมาโพสท์คำถามในเรื่องที่ฉันกำลังเขียนไว้บ้าง จะได้รู้ว่าคนที่เค้าสนใจจะซื้อหนังสือในหัวข้อที่ฉันกำลังเขียนอยู่นี่น่ะ มีมากน้อยแค่ไหน และคุณๆผู้อ่านของดิฉันนั้น สงสัยหรืออยากรู้ในเรื่องอะไรกันบ้าง การที่ฉันต้องทำอะไรแบบนี้บ่อยๆนั้น ก็เลยทำให้ฉันได้รู้อีกด้วยว่า วัฒนธรรมการเรียนรู้ของคนสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ยิ่งชีวิตยิ่งสำเร็จรูปมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คนขวนขวายกันน้อยลง อันเป็นโอกาสงามๆของหนังสือ how-to ที่จะขนบทเรียนสำเร็จรูป รู้ได้ทันใจใน 1 อ่านต่างๆมาเสนอคุณผู้อ่านที่อยากรู้อยากทำ แต่ไม่อยากเสียเวลาค้นคว้าทั้งหลาย

ตอนที่ฉันเริ่มเขียนหนังสือ how-to ใหม่ๆนั้น ฉันได้รับมอบหมายให้เขียนเรื่องธุรกิจสปา นัยว่าถ้าไม่รู้อะไรเลย แต่อยากเปิดร้านสปา จะต้องทำอย่างไรบ้าง? พอลองๆเข้าไปดูในเวปก็พบว่า มีคนที่สนใจเรื่องสปาเยอะมาก แต่ที่จะมาโพสท์ตอบนั้นมีอยู่ไม่เท่าไหร่ แถมแต่ละคำถามก็ชวนอึ้ง ว่าเอ่อ... น้องๆไม่คิดจะค้นคว้าด้วยตัวเองก็กันบ้างสักนิด แล้วค่อยมาโพสท์ถามอะไรที่มันแคบๆ หรือตอบง่ายๆกว่านี้เหรอคะ อย่างเช่น อยากเปิดสปาต้องทำยังไงคะ? ซึ่งเป็นคำถามที่กว้างมากๆ แสดงให้เห็นว่าคนถามเนี่ยไม่ได้คิดจะช่วยเหลือตัวเองเลยสักนิด ทั้งๆที่ถ้าลองหาข้อมูลในเวปดูด้วยคีย์เวิร์ดง่ายๆ อย่าง “สปา ไทย” อะไรประมาณนี้ เค้าก็จะพอได้คำตอบมาได้ระดับนึง ที่น่าจะพอทำให้เค้าไม่ต้องมาโพสท์ถามอะไรกว้างๆแบบนี้ และที่เจอแล้วชวนท้อแถมยังเจอบ่อยคือโพสท์ประเภท “อาจารย์ให้ทำรายงานเรื่อง ..... ใครมีข้อมูลบ้างช่วยส่งมาให้หน่อย” อะไรทำนองนี้ ซึ่งชวนให้สงสัยมากๆว่าถ้ามีเวลามาโพสท์ถามอะไรประมาณนี้นี่ น้องหาเองจะไม่เร็วและชัวร์กว่าที่จะมารอฟ้ารอฝนรอคนที่ไม่รู้จักกันแบบนี้เหรอคะ?

อุ๊ย.. เผลอตัวบ่นไปหน่อยนึง อย่าเดาอายุนะคะ เขิน ขอกลับมาที่การเขียนหนังสือ how-to ของเรากันต่อดีกว่าค่ะ นอกจากนี้ ฉันยังพบว่าอีกปัจจัยนึงที่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้และค้นคว้าของคนไทยก็คือเจ้ากำแพงภาษานี่แหละค่ะ ต้องยอมรับนะคะว่าข้อมูลความรู้ในบางด้านของไทยเรานั้น ยังมีค่อนข้างจำกัด ไม่เหมือนภาษาอังกฤษที่ใช้กันหลากหลายกว่า ก็เลยมีอะไรๆมากมายให้ศึกษากันมากกว่า ตอนฉันเด็กๆนั้นฉันเป็นหนอนหนังสือตัวน้อยที่ใฝ่ฝันอยากรู้เหลือเกินว่า เจ้าหนังสือภาษาอังกฤษสีสวยรูปสวยเหล่านั้นเค้าพูดถึงอะไรกันอยู่นะ และความอยากรู้อยากอ่านนี่เองที่เป็นแรงผลักดันให้ฉันได้มีโอกาสเปิดประตูสู่โลกใบใหญ่แห่งการเรียนรู้มาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นสิ่งที่ฉันมองว่าคุ้มค่ามากเลยค่ะ ภาษาอังกฤษทำให้ฉันเข้าใจและได้สัมผัสกับคนหลายชาติหลายภาษาอย่างใกล้ชิด ได้ถาม ได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้ และในแง่ของการอ่านแล้ว หนอนอย่างฉันก็มีโลกของหนังสือใบกว้างให้ไชชอนไปได้ไม่จบสิ้นเลยค่ะ และเพราะไชชอนไปได้ไกลหน่อยนี่เอง ทำให้หนังสือของฉันมีข้อมูลที่หลากหลายและกว้างไกลยิ่งขึ้น ซึ่งฉันมองว่าเป็นคุณสมบัติที่คนเขียน how-to ต้องมีค่ะ

และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับคนเขียนหนังสือแนวนี้ก็คือ “ความอยากรู้อยากเห็น” ค่ะ ความกระตือรือร้น ตื่นเต้นสนใจจะที่จะรู้จะทำให้คุณเขียนหนังสือในแนวนี้ได้ดี และมีมิติกว่าคนเขียนประเภทที่เขียนๆไปตามหน้าที่ ไร้วิญญาณ หาข้อมูลประกอบไปอย่างทรมานแน่นอนค่ะ เรื่องเหล่านี้ คนอ่านย่อมสัมผัสได้ เพราะในลีลาการเขียนและตัวหนังสือที่กระโดดโลดเต้นอยู่บนหน้ากระดาษจะฟ้องความรู้สึก ความตั้งใจ และความจริงใจในการเขียนของคุณออกมาได้ไม่ยากเลย

แต่ถึงแม้ว่าจะต้องเขียนอย่างมีลีลาบ้าง แต่ก็ต้องเป็นแบบพอดีๆ ไม่ให้สนุกเพลินเกินห้ามใจ ซึ้ง ไป เศร้าไป ก็ไม่ควรนะคะ เพราะถึงอย่างไรจุดมุ่งหมายของหนังสือ how-to ก็คือการตอบคำถามของคนอ่านในหัวข้อนั้นๆให้ได้อย่างเพลิดเพลิน หลอกล่อกันแต่พอดี เอาให้พอติดตามกันจนจบเล่ม เท่านี้ก็ดีพอสำหรับการทำหนังสือในแนวนี้สักเล่มแล้วล่ะค่ะ

Wide Wonderland

In this wonder world, Lies awake countless fantasies. If you have such a splendid castle in the sky, why woke up? Dream, forever dream..