Sunday, 17 October 2010

เราต่างเดินทางเดียวดายไปยังสุดขอบจักรวาล..


เคยมีใครบอกคุณหรือเปล่า?? ว่าอย่ามาเอานิยายอะไรกับคนเขียนนิยายที่กำลังป่วยไข้.. เพราะเขาอาจโกหกคุณได้สนิทใจ ถึงการเดินทางไปดวงจันทร์ครั้งล่าสุดมา ทั้งๆ ที่กำลังนอนอมปรอทอยู่บนเตียง แล้วเมื่อผลออกมาว่าเขามีไข้ขึ้นสูงถึง 40 องศา เขาก็จะพิมพ์ข้อความจากบีบีไปบนหน้า FB ของเขาว่า อากาศบนดวงจันทร์นั้นมันทำให้เขารู้สึกร้อนจนแทบเป็นบ้า เขาคิดถึงอากาศโปร่งๆ บางเบาบนบนผืนโลก โลกที่มีพระจันทร์ดวงกลมโตให้แหงนมอง มีท้องฟ้าสีดำสนิทที่โปรยปรายไปด้วยดวงดาวพราวระยับ แล้วพอเขียนมาถึงตอนนี้ เขาก็จะบอกคุณว่าเขาเหงา ความโดดเดี่ยวบนดวงจันทร์มันทำให้เขาคิดถึงบ้าน ทั้งๆ ที่เขาก็กำลังนอนอยู่บนเตียงในบ้านของเขาเองนั่นแหละ..

            แล้วคุณก็จะหยุดหายใจนิดนึง ด้วยความรู้สึกมวนๆ ในท้องอย่างประหลาด คุณถูกดึงเข้าไปอยู่ในความเหงาที่อยู่ในจินตนาการของเขา ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมขนาด 13 x 8 นิ้วของคุณ โลกที่กำลังอยู่รอบตัวคุณหายไป มีเพียงแต่คุณกับนักเขียนนิยายขี้เหงาของคุณ

            ในตอนนี้.. คุณเริ่มรู้สึกสงสารเขาขึ้นมานิดหน่อย อาจเป็นเพราะคุณไม่เคยไปดวงจันทร์ เลยไม่รู้ว่ามันหดหู่ขนาดนั้นจริงหรือเปล่า แต่ฟังจากที่เขาเล่ามันก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน และนัั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคุณบน Facebook.. โลกที่คุณไม่อาจมองเห็น แต่ดูประหนึ่งว่ามีอยู่จริง

            จากนั้นในบางวัน เขาอาจจะพร่ำบ่นถึงประการังสีอำพันที่เขาเก็บได้ตอนไปพักร้อนที่เกาะทางตอนใต้ของดวงดาวสีชมพูแห่งหนึ่ง เขาบอกคุณว่า.. เขาอยากจะเก็บมันมาฝากคุณใจจะขาด แต่ว่าเขาก็อยากเก็บมันไว้ให้คนอื่นดูด้วยเหมือนกัน เพียงเท่านี้.. คุณก็รู้สึกราวกับว่าประการังสีอำพันนั่นมาปรากฏอยู่ตรงหน้าคุณได้จริงๆ คุณรู้สึกว่า.. เขาช่างเป็นคนละเอียดอ่อนเสียนี่กระไร
           
            แล้วต่อจากนั้น คุณเริ่มคิดถึงเขาบ่อยๆ แอบอมยิ้มทุกครั้งที่เห็นเขาโพสท์ข้อความอุ่นๆ ที่ทำให้หัวใจคุณพองโต สำหรับคุณ เขาเป็นเหมือน sanctuary ที่คุณหลบมาพักผ่อนในเวลาที่เหนื่อยล้ามาจากโลกแห่งความเป็นจริง โลกแห่งการทำงานที่วนเวียนอยู่ในกิจวัตรเดิมๆ ที่ดูจะซ้ำไปวนมาอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โลกของคุณไม่มีทุ่งหญ้า ไม่มีท้องฟ้า หรือถ้ามี คุณก็ไม่เคยเห็นว่ามันจะเป็นสีฟ้าสดอย่างของเขา และแน่นอนมันไม่เมฆรูปแกะสามขา รูปไดโนเสาร์ตัวอ้วนกลมเหมือนขนมปุยฝ้าย แบบที่เขาโพสท์ไว้ในวันที่คุณกำลังต่อคิวซื้อก๋วยเตี๋ยวอยู่ในโรงอาหารที่ร้อนระอุและคราคร่ำไปด้วยผู้คน คุณเหลือบดูข้อความใน FB ของเขาจากมือถือแล้วนึกถึงขนมปุยฝ้ายที่มีแม่ค้ามาเร่ขายอยู่หน้าออฟฟิศ จู่ๆ คุณก็นึกอยากจะกินขนมขึ้นมาเสียอย่างนั้น

            คุณกลับมาทำงานในช่วงบ่าย พลางลอบมองดูขนมปุยฝ้ายใต้โต๊ะที่ซื้อมาแล้วอมยิ้ม นึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเงียบไปพักใหญ่ หลายชั่วโมงผ่านไปแล้วทำไมยังไม่มาอัพเดท FB อีกนะ ประเดี๋ยวพอเคลียร์งานเสร็จคุณว่าจะโพสท์เพลงเพราะๆ ให้เขาที่หน้า wall สักหน่อย คุณทำงานไปพลางนั่งคิดเพลงไป เพลงไหนดีนะที่จะเหมาะกับคนอุ่นๆ อย่างเขา
           
            ตกเย็น.. หลังจากที่ลังเลอยู่พักใหญ่ คุณตัดสินใจเลือกเพลง “ไม่รักแต่คิดถึง” ให้เขา ตอนแรกคุณว่าจะโพสท์เพลง  “Adagio” ของ  Secret Garden ให้กับเขา เพราะอยากให้เขาเห็นว่าคุณเองก็พอจะมีรสนิยมในการฟังที่เข้าทีอยู่เหมือนกัน แต่คุณก็เปลี่ยนใจ เพราะเพลงที่เลือกใหม่นี่น่าจะตรงกับความรู้สึกของคุณตอนนี้มากกว่า พอตัดสินใจได้ คุณก็กด  share เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้านอน จากนั้นก็ผลอยหลับไปในขณะที่กำลังนอนคิดถึงดวงดาวสีชมพู

            เช้าวันนี้เขาบ่นว่าอาหารไม่อร่อย คุณเลยพลอยทานอะไรไม่ค่อยจะลงไปด้วย ก็ไม่ได้จะเวอร์หรืออะไรหรอกนะ มันบังเอิญรู้สึกเหมือนกันพอดี เอ.. แบบนี้เรียกว่า “ความผูกพัน” หรือเปล่านะ คุณสงสัย แต่มันจะเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไร ในเมื่อคุณยังไม่เคยเจอหน้าเขาเลยสักครั้งนินา คุณรู้แต่ว่าเขามีดวงตาคมซึ้งและผมสีดำขลับ ใบหน้าเรียวยาวได้รูปของเขารับกันดีกับต่างหูสีดำรูปนกฟีนิกซ์ที่เขาชอบใส่ เท่าที่คุณรู้.. เขาเดินทางบ่อยและโดดเดี่ยว โดดเดี่ยว.. จนบางทีคุณก็อดสงสัยไม่ได้ว่าถ้ามันโดดเดี่ยวนักแล้วทำไมเขาถึงต้องเดินทางบ่อยด้วยนะ? แต่พอมาคิดอีกที คุณเองถึงจะไม่เคยได้เดินทางไปไหน แต่ก็โดดเดี่ยวได้ไม่น้อยไปกว่าเขา ในแต่ละวันคุณใช้ชีวิตอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมสีเทาๆ พูดคุยอยู่แต่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่เต็มไปด้วยเพื่อนฝูงมากมายใน Facebook และ MSN  พวกเราสามารถคุยกันได้ในทุกๆ ที่ และทุกๆ วัน แต่ไม่รู้ทำไม ลึกๆ ในหัวใจคุณแอบรู้สึกเหมือนคนเขียนนิยายคนนั้น รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังเดินทางอย่างเดียวดายไปยังสุดขอบจักรวาล ไม่รู้สินะ บางทีการใช้ชีวิตผ่านคืนวันอันว่างเปล่าและไร้แก่นสารแบบนี้ มันคงเป็นการเดินทางแบบหนึ่งเหมือนกัน มันอาจจะเป็นอย่างนั้นล่ะกระมัง

            สองชั่วโมงผ่านไป ความคิดของคุณก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องความโดดเดี่ยว ความไร้แก่นสาร การเดินทาง และความหมายของชีวิต มันช่างเป็นเรื่องที่ครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่ตกเสียที แต่ถึงจะคิดออก มันก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร ในเมื่อวันอื่นๆ ของคุณก็ไม่ได้ต่างไปจากวันนี้ ไม่ว่าคุณจะคิดออกหรือไม่ ได้เลื่อนขั้น ขึ้นเงินเดือน เปลี่ยนรถคันใหม่ ชีวิตภายนอกเปลี่ยนแปลง แต่ชีวิตภายในของคุณไม่เคยเปลี่ยนไป นั่นสินะ ทำไม? พอคิดมาถึงตอนนี้ คุณก็รู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ คุณอยากถามใครสักคนหนึ่งเหลือเกินว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องใช้ความกล้าหาญชนิดไหน และถ้าชีวิตที่ฝันไว้มันช่างแตกต่างกับความเป็นจริง คุณควรจะเปลี่ยนชีวิตให้เป็นเหมือนที่ฝันหรือเปลี่ยนความฝันให้มันอยู่บนความจริงได้โดยไม่ต้องอึดอัดดี? บางทีนะบางทีเขาอาจจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ และบางทีนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องเดินทางอย่างเดียวดาย ใช่.. มันอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้นะ คุณไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แค่รู้สึกคล้ายๆ ว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่คุณรู้สึกผูกพันกับเขา-นักเขียนนิยายขี้เหงาคนนั้น คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่าการเดินทางและความโดดเดี่ยวเป็นเรื่องใกล้ตัวคุณเข้ามาทุกทีๆ หรือมันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้น ในอีกมุมนึง จริงๆ คุณอาจจะโดดเดี่ยวอยู่แล้ว เพียงแต่การได้อ่านข้อความของเขาทำให้ความรู้สึกที่คุณไม่เคยสังเกตุถึงดูจะเป็นรูปธรรมมากขึ้นกว่าเดิมก็เท่านั้นเอง นั่นสินะ บางทีมันอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ คุณเองก็ไม่ได้รู้จักตัวเองดีพอที่จะตอบได้ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นยังไงกันแน่
           
            แต่ที่แน่ๆ คุณรู้สึกอยากจะเจอเขาเหลือเกิน ในเวลาอย่างนี้ เวลาที่คุณรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก และเขาอาจจะเป็นคนๆ เดียวที่อาจจะเข้าใจถึงความรู้สึกที่มันทำให้คุณอึดอัดและตืบตื้นจนเหมือนจะหายใจไม่ออกนี้ คุณมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะถามเขา อยากจะรู้และได้ยินเหลือเกินว่า เขาจะคิดอย่างไรต่อเรื่องเหล่านั้น และที่สำคัญ คุณหวังว่าเขาจะมีคำตอบ สำหรับความสับสนสงสัยในหลายๆ อย่างที่คุณเฝ้าครุ่นคิดถึงมันอยู่เพียงลำพังมานานเนิ่น คำถามที่คุณตอบไม่ได้และไม่อาจถามใคร..
           
            พอคิดมาถึงตอนนี้ คุณเริ่มรู้สึกสมเพศตัวเองขึ้นมาเล็กๆ ที่นอกจากจะไม่รู้จักตัวเอง เต็มไปด้วยคำถามและเรื่องราวที่ไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยมีใครที่รู้สึกว่าจะเข้าใจคุณหรือผูกพันกันมากพอที่จะพูดคุยในเรื่องของความไม่เข้าใจต่อเรื่องราวต่างๆ ของชีวิตและจิตใจแล้ว คุณยังหวังว่าคนท่ีคุณไม่เคยรู้จักและไม่รู้จักคุณจะมีคำตอบให้กับชีวิตของคุณ มันช่างสับสนและไม่เป็นเหตุเป็นผลอะไรเช่นนี้ แต่คุณก็ยังคิดอย่างนั้น และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงไม่เคยเปลี่ยนไปและไม่อาจเปลี่ยนแปลง และในตอนนี้คุณเริ่มรู้สึกตัวว่าคุณคิดมากๆ เกินไปอีกแล้ว ในความคำนึงสุดท้าย คุณปิด Facebook ลงแล้วบอกตัวเองว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเดินทางไปสุดขอบจักรวาล 

Friday, 23 July 2010

Tea for Three


ระรินค่อยๆ เทน้ำจากกาลงลวกถ้วยชาทีละใบอย่างตั้งใจราวกับมันเป็นพิธีกรรมอะไรสักอย่าง 

ใบแรก.. เพื่อเขา- คนที่เธอรัก 
ใบที่สอง เพื่อเธอคนนั้น - ผู้หญิงที่เขารัก 
และใบสุดท้ายสำหรับเธอคนเก่า คนที่เคยรักเขาจนหมดหัวใจ 

เธอจะดื่มให้กับพวกเขา 3 คน เพื่อวันพรุ่งนี้.. จะได้ไม่มีวันเวลาเช่นนี้ อีกต่อไป…

กลิ่นหอมอมฝาดเหมือนกากกาแฟของชาอัสสัมสีเข้มเหมือนน้ำตาลไหม้อวลขึ้นมาพร้อมๆ กับ ไอน้ำที่ค่อยเกลียวตัวขึ้นมาจากพวยกาขณะที่เธอกำลังบรรจงรินชาร้อนๆ ลงในถ้วยใบแรกอย่างช้าๆ เธอตั้งอกตั้งใจยกพวยกาขึ้นสูงๆ ให้น้ำชาไหลผ่านอากาศเป็นฟองฟู อย่างช้าๆ จนเต็มถ้วย 

แสงแดดในยามบ่าย ค่อยๆ จางไปพร้อมกับความพยายามในการรอคอยของเธอ เขาคงไม่มา และจะไม่มาอีกแล้ว.. เธอรู้อย่างนั้น ตั้งแต่วันที่เธอโทรไปชวนเขามาดื่มชากับเธอในวันนี้ แต่เธอก็ยังเตรียมข้าวของเอาไว้รอเขาเสียมากมาย เผื่อว่า.. บางที บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนใจ บางทีเขาอาจจะ เข้าใจ ว่าเธอเพียงแต่ต้องการจะร่ำลาเขาในแบบของเธอ ด้วยขนมอบกับช่วงเวลาที่เขาเคยบอกกับ เธอว่าโปรดปรานนักหนา ด้วยน้ำชา.. 

เธอเลือกใส่น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนลงในถ้วย แล้วคนจนน้ำชาสีคาราเมลเข้มกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มจัดจนเกือบดำ ให้รสชาติหวานเจี๊ยบตัดรสขมปี๋่ของชาอัสสัม ที่ได้ชื่อว่าเป็นกาแฟแห่งชาที่มีรสขมเข้ม ให้น้ำชาสีคาราเมลข้น จนสามารถใช้ดื่มแทนกาแฟได้อย่างใกล้เคียง และเอามาชงเป็นอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างได้แทนกาแฟ แต่ให้รสชาติในแบบของชา 

การชงชาในสไตล์มุสลิมที่มีรสหวานจัดจ้านแบบนี้ ไม่ต้องรสนิยมเธอเท่าไหร่ เพราะมันหวาน จนรู้สึกเหมือนดื่มน้ำเชื่อมอุ่นๆ มากกว่าที่จะรู้สึกว่ามันเป็นน้ำชา แม้กระทั่งชามิ้นท์ในแบบโมรอคกัน ที่หอมกลิ่นมินท์สดชื่นชวนดื่ม เธอก็ยังไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่ เพราะมันมีรสหวานเกินไป และเธอนิยมจิบชาจีนอุ่นกำลังชื่นใจที่ให้กลิ่นและรสชาแบบบริสุทธิ์ไม่ต้องผสมอะไรเลยแบบนั้นมากกว่า

แต่ในวันนี้ เธอจะดื่มมันแบบนี้.. ดื่มให้กับรสชาติของความรักที่ไม่ต้องรสนิยม แต่เธอก็ยังสู้อุตส่าห์ ฝืนทนมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ดื่มให้กับรสหวานขมอุ่นเรื้อที่ชวนให้น้ำตาไหลในยามที่จะต้องจากมันไป ดื่มให้กับผู้ชายชาวมุสลิมนัยน์ตาคมขำ ที่มีผิวสีน้ำตาลเข้มจัดเหมือนชาอัสสัมแก้วนี้ ดื่ม.. ให้กับเขา และวันเวลาเก่าๆ ที่เธอหวังจะทิ้งมันไว้ที่นี่..

9 ปีแล้วสินะที่เธอมาอยู่ที่นี่ ตั้งแต่วันนั้นใน Birmingham วันที่ฟ้าเป็นสีส้มจัด เขาบ่นชิงชังความหนาวเย็นของฤดูหนาวในอังกฤษ ที่เธอว่าไม่เห็นมันจะหนาวอะไรสักเท่าไหร่ แต่ก็ฝืนเออๆ ออๆ ตามเขาไป ราวกับต้องมนตร์อะไรสักอย่างที่ทำใหเธอฝืนทำและทนอะไรได้หลายอย่าง หลอกได้แม้แต่ตัวเองในหลายๆ เรื่อง ทั้งๆ ที่คนอย่างเธอไม่เคยฝืนอะไรเพื่อใคร เพียงเพื่อที่จะมารู้สึกตัวได้ ในภายหลังว่า..ที่ผ่านมาเธอหลอกตัวเองได้เก่งเพียงใด และการพยายามฝืนทำและเป็นในสิ่งที่เรา ไม่ได้เป็น มันเปล่าประโยชน์เพียงใด

9 ปีเชียวหรือนี่ที่เธอตกอยู่ในความฝัน ฝันที่เขาสร้างไว้ให้กับเธอในวันนั้น ฝันถึงเกาะในเขต ร้อนที่อบอุ่น กลิ่นไอทะเลที่พัดมากับสายลมในยามบ่าย เสียงสวดมนต์เข้มขลังที่ปลุกให้เธอตื่นนอนในตอนเช้า มัสยิดประดับกระจกหลากสี กระเบื้องทองสวยงาม และลวดลายแบบอิสลามละลานตา ที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนหลงเข้าไปอยู่ในนิทานเรื่องอาหรับราตรี ชุดบาจูกูร่งและกาบาย่าสีสด.. ที่เขาชมนักชมหนาว่ามันเหมาะกับเธอราวกับว่าเธอเกิดมาเพื่อมัน ฝันอันสวยงามที่ทำให้เธอยอมทิ้งทุกสิ่ง จนสุดท้ายก็ไม่เหลือแม้แต่ตัวเอง

ทำไมเธอถึงเพิ่งมารู้สึกตัวว่าเธอไม่ชอบดื่มชาหวานๆ..

และสำหรับแก้วที่สอง เธอตั้งใจจะดื่มมันตามสไตล์การดื่มชาแบบอังกฤษ ที่มักจะดื่มชารสเข้มตัดด้วยนมวัวสดรสข้นมัน เติมรสหวานของน้ำตาลอีกเล็กน้อย แกล้มด้วยขนมขบเคี้ยวอย่างสโคนหรือบิสกิต เพียงเท่านี้ก็จะได้ชาอัสสัมในสไตล์อังกฤษ เพื่อแก้ง่วงและอุ่นท้องในยามบ่าย ที่ให้อารมณ์สบายๆ ได้ไม่แพ้กาแฟรสเลิศ เธอเลือกชงมันแบบนี้.. ให้กับผู้หญิงที่หวานเหมือนหัวน้ำหอม กลิ่นวนิลาคนนั้น คนที่ี่เธอเดาว่า คงมีรสสัมผัสอุ่นละมุนเหมือนชาแก้วนี้ ผู้หญิงที่มีความเชื่อเดียวกับเขา ผู้หญิงที่เขาบอกว่า ยินดีจะมีลูกเก้าคนกับเขา เพื่อที่เขาและเธอจะได้ไปรอพบพระเจ้าของพวกเขาอยู่ที่หน้าประตูสวรรค์ด้วยกัน ผู้หญิงที่เขามั่นใจว่าจะเป็นแม่ที่ดีที่สุดให้กับลูกๆ ของเขา ผู้หญิง.. ที่เขา เลือก 

และแก้วสุดท้าย สำหรับตัวเธอเอง ผู้หญิงรสจ้านที่เขาเคยรัก และอาจจะยังพอรักอยู่บ้าง ผู้หญิงที่เขาบอกว่าเหมาะที่สุดแก่การเป็นคนรัก อันเป็นคำเปรียบเปรยที่เธอไม่อาจเข้าใจ ก็ไม่ใช่เพื่อ ความรักหรอกหรือ? ที่ทำให้คนสองคนอยากจะใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อความรักหรอกหรือ? ที่ทำให้คน สองคนเต็มใจที่จะรับภาระแห่งการดูแลผลผลิตแห่งรักของพวกเขาร่วมกัน เธอยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจเขา ไม่เข้าใจโลกของเขา โลก.. ที่เธอดูเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมเสมอ 

เธอจึงเลือกชงชาอัสสัมแก้วสุดท้ายนี้ด้วยสูตรเฉพาะของเธอ มันเป็นชาแบบ sinfully tea ที่เธอให้ชื่อว่า “Tia Maria Tea” ที่เริ่มต้นอย่างรัญจวนด้วยความหอมที่ปลุกเร้าของเหล้า Tia Maria 1 ฝา แล้วเติมความหวานด้วยน้ำตาลสักเล็กน้อยให้พอมีจริตจก้าน คนเหล้ากับน้ำตาลให้เข้ากัน จากนั้นก็รินชาอัสสัมที่ชงด้วยน้ำร้อนจัด ที่อุณหภูมิ 100 องศา ลงไปในถ้วย แล้วค่อยๆ เทนมข้นจืดลงบน ผิวน้ำชาจากมุมหนึ่งของถ้วย ให้ค่อยๆ ไหลไปสู่อีกมุมหนึ่งอย่างเบามือ แบบเดียวกับที่แสงแรกของตะวันทาทาบลงบนผืนน้ำ แบบเดียวกับจุมพิตอ่อนโยนของชายหนุ่มที่ทาทาบลงบนหน้าผากของหญิง สาวเมื่อยามแรกรัก นมที่รินลงไปก็จะลอยเป็นชั้นสวยงาม อยู่บนปากถ้วยโดยไม่ไหลลงไปปนกับน้ำชา 

และนี่แหละคือรสชาติของชาอัสสัมในแบบที่เธอชื่นชอบ กลิ่นรสที่อุ่นอวลไปด้วยความสุข ความ พิสุทธิ์ ความเสน่หา กลิ่นของความรักในแบบของเธอ

เธอจิบชาถ้วยสุดท้ายแล้วหวลคิดถึงวันเวลาเก่าๆ ยามที่ี่เขาถอนจูบจากเธอแล้วบอกว่า จูบของเธอมีรสหวานเหมือนเลมอนเนด ยามที่เธอยิ้มยั่วแล้วตอบเขากลับไปว่า “มันผสม วอดก้าด้วย นะ!” แล้วหัวเราะคิกคักชอบใจ จนเขาหน้าเสีย มองเธอกึ่งขันกึ่งเอือมระอาในความขี้เล่นของเธอ แล้วเสหันมายิ้มขันกับเธอแล้วบอกว่า “ริน คุณกำลังทำให้ผมต้องทรยศต่อพระเจ้า..” ด้วยแววตาอบอุ่นที่ เจือไปด้วยความกังวลที่ถ้าเพียงแต่เธอจะสังเกตเห็น

ถ้าเพียงแต่ในตอนนั้นเธอจะสังเกตุเห็น..

เผลอคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย พอมารู้ตัวอีกที พระจันทร์ก็โผล่หน้ามาทักทายเสียแล้ว ระรินยิ้มขันกับปาร์ตี้น้ำชาอันสุดแสนจะเงียบเหงา บทสนทนา และความคำนึงถึงบุคคลสามคนในมโนนึกของ ธอ แล้วความปลอดโปร่งโล่งใจอันน่าประหลาดก็ผุดขึ้นมาในความรู้สึก พร้อมๆ กับคำพูดของอังตวน เดอ แซงเตกซูเปรี ในหนังสือเรื่อง Wind, Sand and Stars ที่ว่า “ความรักไม่ใช่การจ้องมองตากัน แต่เป็นการมองออกไปข้างนอกด้วยกันในทิศทางเดียวกัน” 

เธอเพิ่งเข้าใจมันได้ในตอนนี้นี่เอง..

ปาร์ตี้จบลงแล้ว และดูเหมือนพันธนาการหัวใจของเธอจะถูกปลดปล่อยลงในขณะเดียวกัน เธอลุกขึ้นยืนแหงนหน้ามองดูท้องฟ้า “สวย” เธอคิด แล้วหลับตาลงเพื่อสูดกลิ่นบรรยากาศรอบๆ ตัว สงบและสดชื่น ราวความอาวรณ์ทั้งหมดจะถูกชำระได้โดยแสงดาว สายลมและกลิ่นหอมของดินที่อวลขึ้นมาในอากาศในคืนนี้นั้นดูจะหอมยิ่งกว่าในคืนไหนๆ เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของเสรีภาพและการ ผจญภัยในครั้งใหม่ แล้วหัวใจก็บอกกับเธอว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้คงมีเรื่องดีๆ รอให้เธอไปค้นหาอีกมากมาย และนั่นอาจหมายรวมถึง.. "ความรัก"

Wide Wonderland

In this wonder world, Lies awake countless fantasies. If you have such a splendid castle in the sky, why woke up? Dream, forever dream..